10 ธันวาคม 255
 
เหตุเกิดขณะกำลังนั่งรถตู้ไปดูหนัง

ชาวต่างชาติคนหนึ่ง ชะโงกหน้าเข้ามาในรถตู้แล้วเอ่ยว่า "บีทีเอส "
คนขับ : (หันหลังมา) 
ชาวต่างชาติคนเดิม : บีทีเอส ?!
คนขับ : เต็มแล้ว
ชาวต่างชาติคนตะกี้ : บีทีเอส ??!!!?
คนขับ : เต็มแล้ว

เรา (คิดในใจ) : เออ คำว่ารถเต็มแล้วนี่จะพูดว่าไง .. full ไรงี้ปะ 
สรุปก็ทำได้แค่คิดด้วยความไม่แน่ใจเลยไม่กล้าพูดออกไป 
เหตุการณ์จบลงตรงฝรั่งที่มาด้วยกันส่งสายตามาบอกว่า เฮ้ รถคันนี้น่ะที่นั่งเต็มแล้ว เราไปไม่ได้

เกริ่นมาซะยาว...โอเคเข้าเรื่องเลยล่ะกัน
อาร์ ยู เรดี้ ..?
เลตส์โก!!

 

 

วันนี้ไปดูหนังมาแหละ .. เป็นการดูหนังรอบสื่อครั้งแรก

บัตรเชิญและตั๋วหนังดูน่ารักดี เป็นวงล้อภาษาอังกฤษ A-Z แบบคำศัพท์ตลกๆให้เข้ากับความโรแมนติกคอมเมดี้ของหนัง น่าเก็บสะสม

 

"ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู" หนังลำดับที่ 3 ส่งท้ายปี 2014 ของค่ายหนังอารมณ์ดี..นำพาเราไปสู่เรื่องราวของชาย-หญิงที่โคจรมาพบกันเพราะ"ยิม"ถูกคายะแฟนสาวชาวญี่ปุ่นที่กำลังจะย้ายไปเมกาบอกเลิก จึงมาสมัครเรียนภาษาอังกฤษกับติวเตอร์สาวนามว่า "เพลง" ซึ่งเป็นผู้มีส่วนช่วยให้คายะสามารถสอบผ่านได้ไปทำงานที่อเมริกาได้สำเร็จ .. 


- ชอบในความใส่ใจ เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้ดี อย่างชื่อของนางเอก "เพลง" นี่ก็ถูกหยิบมาใช้เป็นกิมมิกน่ารักๆในเรื่อง 


- เป็นหนังที่สร้างเสียงหัวเราะแบบต่อเนื่อง
จังหวะรับส่งมุกดีทำให้ไม่รู้สึกยัดเยียดหรือพยายามมากเกินไป แม้ว่าหลายมุกจะแอบดูถ่อย แต่ยอมรับนับถือในความกล้าเล่นมากขึ้น


- เรื่องนี้ tie-in ได้อย่างเนียนๆ (เนียนกว่าเรื่องแรกตอนต้นปีเยอะ) ดูจบนี่อยากไปร้านกาแฟ 55 
- ร้อยเรียงเรื่องราวได้เชื่อมโยงกันดี ดูได้เรื่อยๆ กลมกล่อม ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือการแทรกประเด็นเรื่องความรักต่างชนชั้นและเชื่อมโยงไปถึงนิทานเรื่องซินเดอเรล่า ชอบบทพูดตรงช่วงนี้มาก คือโคตรอิน 


-ไม่เคยดูเอทีเอ็มฯมาก่อน พอมาดูเรื่องนี้รู้สึกตกหลุมรักนางเอก เล่นดีมาก ดูแล้วอินคิดว่าเป็นติวเตอร์จริงๆ ยิ่งตอนเปิดเรื่องนี่ช่างคิดมาก น่ารักดี 


- เพลงในเรื่องมีเพลงชื่อ Walk you home เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่โดย วี วิโอเล็ต

 

 

 ฉากเพลงนี้เป็นอีกฉากที่เราชอบ พระเอกพยายามลองแปลเนื้อเพลงในขณะที่เพลงกำลังบรรเลงอยู่เป็นภาษาไทย

บางท่อนนางเอกก็ช่วยแปล พอเนื้อร้องประกอบกันเป็นบทสนทนามันกลมกลืนลงตัวมาก โอ๊ย นี่ดูไปอินไป เขินไป


- แต่ละฉากในเรื่องถูกถ่ายคนละที่กันเลย แต่กลับทำให้รู้สึกว่าเป็นที่เดียวกัน (สถาบันสอนภาษาถ่ายแถวพญาไท, ร้านกาแฟแถวสุขุมวิท )

- ในเรื่องพระเอกแม้จะดู(เหมือนจะ)ไม่เอาไหน แต่มีความตั้งใจจริงๆกับสิ่งที่ต้องการทำซึ่งคือการเรียนภาษา ในเรื่องเผยให้เห็นอีกมุมของพยายามที่พระเอกซ่อนเอาไว้ ชอบเวลาที่เห็นใครสักคนพยายามทำบางสิ่งอย่างจริงจัง ดูแล้วนึกถึงตอนม.6ที่จะแอดฯ ตอนนั้นท่องศัพท์จริงจัง นั่งทำแบบฝึกหัดแกรมม่าแบบถ้าขยำแล้วยัดเข้าปากกลืนน้ำตามแล้วจำได้นี่คงทำไปแล้ว ดูหนังจบนอกจากเสียงหัวเราะ, รอยยิ้ม,ความอิ่มใจที่บางฉากทำให้นึกถึงบางเรื่องราว,ความอยากเดินเข้าไปในร้านกาแฟแล้วสั่งลาเต้ร้อนสักแก้วแล้ว..อีกสิ่งที่เราได้กลับมาหลังจากก้าวเท้าออกจากโรงคือ .. i'll try again ..อยากกลับไปตั้งใจจริงจังกับภาษาอังกฤษอีกสักครั้ง 

[8/10]

 
หลังดูในจบภายในงานมีการแสดงสุดสนุกจากนักแสดงนำในเรื่อง
ในเพลง ชักกระตุก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าให้บอกประเภทหนังที่ชอบก็ยากที่จะบอก
เหมือนพอโตขึ้นสิ่งที่ชอบก็เปลี่ยนไป อาจจะมีความชอบบางอย่างเพิ่มเติมมาโดยไม่รู้ตัว
 แต่แนวที่หากเลือกได้ก็พยายามจะหลีกเลี่ยง
เพราะว่าในโลกความจริงก็มีเรื่องราวโหดร้ายมากพอ
หรือเพราะว่ากลัวจะอินไม่กับหนังก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ฉันไม่ชอบหนังที่ดูแล้วกดดัน ..
 
แต่ฉันชอบหนังที่เกี่ยวกับอวกาศ นอกโลก อะไรประมาณนี้
 
 
 
 

http://www.gravitymovie.com https://www.facebook.com/gravitymovie In theaters October 4th. Academy Award® winners Sandra Bullock ("The Blind Side," "The Proposal") and George Clooney ("Up in the Air," "Syriana") star in "Gravity," a heart-pounding thriller that pulls you into the infinite and unforgiving realm of deep space. The film was directed by Oscar® nominee Alfonso Cuarón ("Children of Men").

 ปีที่แล้ว (2012) หนัง Sci-fi ที่ได้ดูแล้วประทับใจสุดๆแม้จะเข้าไม่ถึงอภิปรัชญาที่หนังพูดถึงเท่ากันก็ตาม
คือเรื่อง Prometheus เป็นการตัดสินใจไปดูในโรงวันแรกที่หนังเข้าโรง แถมยังดู3Dภาพจักรวาลดวงดาวระยิบระยับที่ขณะนั่งอยู่ในโรงต้องหักห้ามใจไม่เอื้อมมือไปจับภาพนั้นไว้ 
ภาพนั้นยังติดตราตรึงใจอยู่
 
ปีนี้หนังSci-fiฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับอวกาศก็ถึงคราวเข้าฉายในโรงอีกเรื่องอย่าง Gravity
ครั้งแรกที่ดูตัวอย่างรู้สึกว่ามันต้องไม่ใช่แนวที่ชอบเท่าไร
 
คราวนี้ก็อีกเช่นกันฉันตัดสินใจไปดูวันแรกที่หนังเข้าฉาย
อะไรสักอย่างดลใจให้ดูImax 3D ทั้งๆที่ไม่รู้ระบบการถ่ายทำเรื่องนี้มาก่อน
ว่ามีการเตรียมการมานาน เพราะต้องรอเทคนิคที่ก้าวหน้าเพื่อที่จะได้ถ่ายออกมาได้สมจริง
หลังจากที่ Avatar ประสบความสำเร็จก็เหมือนกับเป็นการเปิดทางให้หนังเรื่องต่างๆ
ได้ถ่ายทำเพื่อฉายเป็นหนังระบบสามมิติอย่างเต็มตัว
 
แม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่ชินและชอบใจกับการดูหนังที่ต้องสวมใส่แว่น
เพื่อให้ได้มองภาพทะลุเด้งออกมาจากหน้าจอ แต่หนังหลายเรื่องก็ทำออกมาได้ดี
แต่นานๆทีถึงจะตัดสินใจดูด้วยการมีแว่นมากั้นระหว่างสายตากับหน้าจอ
 
กว่าเก้าสิบเอ็ดนาทีหรือหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ
Gravity พาฉันหลุดลอย เคว้งคว้างไปนอกโลก
สมกับความตั้งใจที่ตั้งใจมาดูหนังเพื่อหนีออกจากโลกแห่งความจริง
ยิ่งไปกว่านั้นหนังยังทำออกมาได้สมจริงราวกับว่าเราสมบทบาทตัวละครนั้นอยู่
(ไม่ใช่ไปสิงตัวละครนะ 555 ) มุมกล้องที่เป็นมุมมองเดียวกันกับสายตาตัวละคร
ประกอบกับเสียงหายใจเป็นระยะๆของตัวละครหลักอย่าง Sandra bullock นั้น
ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมและร่วมลุ้นระทึกราวกับว่าเราไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ตัวละครเผชิญอยู่อย่างเต็มตัว
หลายจังหวะที่หนังเงียบและได้ยินเสียงหายใจของตัวละคร ทำเอาลุ้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป
ตัวละครจะรอดไหม ทั้งๆที่ในแง่ของเนื้อเรื่องนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร
ออกจะเดาเรื่องได้บางตอนด้วยซ้ำ แต่ระหว่างทางเราได้ร่วมหัวจมท้ายไปกับตัวละคร
หนังน้อยเรื่องที่จะทำให้เรารู้สึกได้ว่าเรามีส่วนร่วมไปกับเรื่องราว
ยิ่ีงเรืองภาพไม่ต้องพูดถึง ทำออกมาได้ดีสุดๆ ภาพบรรยากาศนอกโลกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เทคนิคการถ่ายทำที่ชวนเวียนหัวเดี๋ยวกลับหัว เดี๋ยวตีลังกา ช่วยสร้างความสมจริง
และเป็นสิ่งที่ยังติดค้างคาอยู่ในใจ ตั้งแต่ดูหนังจบกลับบ้านนอน ตื่นมาคำถามนี้ยังคงค้างคาในใจ
เรื่องนี้ถ่ายทำยังไง ได้ยินมาว่าถ่ายแบบลองเทคด้วย
 
ตัวละครแม้จะมีไม่มาก ถือว่าน้อยมากเสียด้วยซ้ำ
แต่นั่นทำให้ตัวละครตัวเอกได้แสดงบทบาทออกมาได้อย่างเต็มที่
คงไม่น่าแปลกใจหากตัวละครเอกของเรื่องได้รับรางวัล
 
นอกจากเรื่องของภาพแล้วอีกอย่างที่โดดเด่นคือเสียงประกอบ
แม้จะมีหลายฉากที่เงียบ ..ตัวละครเงียบ
ทั้งโรงเงียบสนิท .. จะหยิบป๊อบคอร์นขึ้นมากินยังต้องหยุดถือค้างไว้รอให้ความเงียบนั้นถูกแทนที่ด้วยเสียง มีบางฉากก็มีการเปิดเพลง ตัวละครเปิดเพลงฟังในอวกาศ ทำให้ไม่เงียบตลอดทั้งเรื่อง
พอถึงฉากลุ้นระลึก ซาวน์เอฟเฟคก็ตอกย้ำความลุ้นระลึกนั้นให้คนดูลุ้นตามได้อย่างดี
 
 
เดินออกมาจากโรงด้วยอาการมึนๆงงๆ
'  นี่ฉันต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงแล้วสินะ  '
 
แน่นอนว่าฉันตั้งใจว่าหลังกลับออกมาจากการทัวร์นอกโลกจะต้องกลับมาเล่าให้คนบอกโลกฟัง
 
91 นาที อาจฟังดูไม่นาน..หากคิดว่ามันคือเวลาบนโลก
ขณะที่อยู่ในโรงหนัง เหมือนหลุดลอยออกนอกโลกไปชั่วขณะ
แต่น่าแปลกที่ฉันรู้สึกว่ามันนานเกินกว่า 91 นาที
 
เคยได้ยินมาว่า ' เวลาบนโลกเร็วกว่าในอวกาศสิบเท่า ' 
นั่นสินะ ..อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
 
 
 
 
 

edit @ 4 Oct 2013 23:22:08 by Biblion

ไอติมไข่กี้

posted on 22 Jul 2013 16:00 by biblion in Diary
เมื่อวานนี้ในตอนสายๆ ณ ตลาดร้อยปี บ้านใหม่
แม่ค้าที่นั่งอยู่หลังตู้ไอติม ส่งเสียงใสๆเชิญชวนผู้ที่เดินผ่านไปมาให้มาอุดหนุนสินค้า "ไอติมไข่กี้ไหมจ้า ไอติมไข่กี้ "
ได้ยินแล้วอดผวนไม่ได้ สมองมันผวนเองโดยอัตโนมัติ 
เมื่อหันไปที่ต้นเสียงก็เห็นเด็กๆหลายคนยืนมุงรอซื้อไอติมกันอยู่
.
.
ตอนเป็นเด็กเราไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนี้


.
.
จะว่าไปฉันก็อยากกินไอติมขี้ไก่ เอ๊ย! ไอติมไข่กี้ขึ้นมาเหมือนกัน : )

edit @ 22 Jul 2013 16:06:51 by Biblion

GET LOST : ระหว่าง(หลง)ทาง

posted on 18 Jun 2013 22:41 by biblion
 ตั้งแต่ไหนแต่ไรที่ฉันชอบออกเดินทางโดยไม่พึ่งพาแผนที่
ไม่ใช่ไม่เชื่อแผนที่หรอก แค่บางทีเรารู้สึกเชื่อมั่นใจสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่า
 
เวลาไปไหนกับเพื่อนบางคนก็จะมีแผนการเดินทางอย่างดี
บางทีก็หลง ก็เปิดเข้ากูเกิลหาแผนที่ บลาๆ 
 
เราว่ามันเป็นความท้าทายดีนะ บางครั้งเราเดินหลงไปเจออะไรแปลกๆ
อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอ จนกระทั่งหลงทาง
 
เคยมีคนบอกว่าถ้าอยากรู้จักตัวเองให้ลองไปไหนมาไหนคนเดียวดู
เราจะกล้าตัดสินใจทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองมากขึ้น จะรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแบบไหน
จะว่ามันเป็นการช่วยให้ค้นพบความชื่นชอบของตัวเองอย่างหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก
 
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเพิ่งไปเดินหลงๆในป่ามา
บนสนทนาระหว่างทางที่คุยกับรุ่นน้องหนีไม่พ้นเรื่องราวชีวิตทั่วไป
ทั้งเรื่องเรียน งานอดิเรก หนังสือที่ชอบอ่าน ภาษาที่สามที่เคยร่ำเรียนมา
 
บทสนทนานั้นเนิ่นนานแค่ไหนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ทุกครั้งเมื่อทุกทางแยกก็จะต้องตัดสินใจ
"ทางนี้แล้วกัน " ฉันบอก
 
 
 
บทสนทนายังดำเนินต่อไป ฉันเดินชมต้นไม้ระหว่างทางเพื่อสำรวจว่ามาถูกทางไหม
แต่ด้วยความที่เป็นคนหลงทางประจำเลยไม่กลัวการหลงทางเท่าไรนัก
"เรามาถูกทางแล้วแหละ" ฉันบอกอย่างมั่นใจเพื่อให้ผู้ร่วมทางไม่ตื่นตระหนกตกใจ
 
 
 
 
"พี่รู้ได้ไงอะ" ผู้ร่วมทางถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
" ตอนเดินมารอบที่แล้วพี่ถ่ายรูปไว้เลยจำได้ ตรงนี้เคยถ่ายไว้แล้ว"
 
ฉันเพิ่งเริ่มเห็นข้อดีของการถ่ายรูปที่นอกจากจะเป็นเครื่องช่วยบันทึกความทรงจำ
หยุดภาพชั่วขณะหนึ่งไว้แม้เวลาผ่านไปเพียงใดภาพนั้นก็ยังคงอยู่
ยังช่วยให้จดจำภาพต่างๆเหล่านั้นได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ทุกๆครั้งที่กดถ่ายภาพ ในหัวมันต้องมีอะไรสักอย่างที่สั่งให้กดชัตเตอร์บันทึกภาพนั้นไว้
ไม่รู้ว่าเพราะชอบถ่ายภาพหรือชอบสะสมภาพ
รู้ตัวอีกทีเครื่องมีสื่อสารที่พกติดตัวไปไหนมาไหน
และใช้แทนกล้องในบางคราวก็มีภาพสองพันกว่าภาพในเครื่อง
 
การบันทึกภาพเหล่านั้น
ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราจดจำ บันทึกเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ยิ่งเราพยายามบันทึกหรือใส่ใจในการบันทึกแต่ละครั้งมากเท่าไร
เราก็ยิ่งจดจำมันได้ดีมากเท่านั้น
 
นานเท่าไรไม่รู้ที่ฉันหลงทาง..
 
"แล้วที่พี่กำลังเรียนอยู่พี่ชอบมันไหม" คำถามสุดท้ายของผู้ร่วมทางดังขึ้น ภาพจุดหมายปลายทางปรากฎอยู่เบื้องหน้า
 
ฉันยกกล้องขึ้นมากดถ่ายภาพ ... 
 

edit @ 18 Jun 2013 23:16:25 by Biblion